Showing posts with label 2010. Show all posts
Showing posts with label 2010. Show all posts

Thursday, December 29, 2011

Grooming to the MAX (Part 2) : SEA Games Journal

บทความโดย Namchai Jantakad 


ช่วงการเก็บตัว ก่อนการแข่งขันซีเกมส์

ในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนการเดินทางไปแข่งขันที่ซีเกมส์ ทีมนักกีฬาไทยทั้งหมดได้ย้ายมาปักหลักร่วมกันที่สโมสรขี่ม้าไทยโปโล สถานที่ที่ครบครันไปด้วยสนามฝึกซ้อม ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ระหว่างเก็บตัวที่นี่ ทางสมาคมฯได้จัดให้มีการแข่งขันมากมายหลายนัดเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและม้าให้ได้ฟิตร่างกาย ในขณะที่หน้าที่ของGroomนั้น คือการเตรียมการณ์หรือจัดการสิ่งต่างๆรอบด้านที่จำเป็นต่อการเดินทางไปแข่งขันยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็ควัคซีน เช็คสภาพร่างกายของม้า ซึ่งจะมีหมอมาตรวจแทบทุกอาทิตย์ (อย่างที่เคยบอกไปนะครับ ช่วงก่อนเดินทางเราต้องเซฟม้าและทะนุถนอมเขาให้มากที่สุด) หรือ มีการตรวจและฝังไมโครชิพ ซึ่งจะเป็นเหมือนเลขหนังสือเดินทางของม้า (ในการแข่งระดับนานาชาติแต่ละครั้งม้าทุกตัวจำเป็นจะต้องมีไมโครชิพ หากไม่มีไมโครชิพก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศหรือทำการแข่งขันได้ เรียกได้ว่าเป็นม้าต่างด้าวนั่นเอง) 

นอกจากนี้ ยังต้องมีการทำ Packing list ของอุปกรณ์ทั้งหมดที่จะใช้ในการแข่งขัน เนื่องจากเราจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ซีเกมส์กว่า 1 อาทิตย์ เราจึงควรตัดสินใจล่วงหน้าว่าของที่จะนำไปมีอะไรบ้าง เช่น จะนำบังเหียนไปกี่ชุด ใช้อานกี่หลัง แปรงกี่อัน อาหารกี่กิโล ที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมแบบห้ามตกหล่นเป็นอันขาด เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าที่ที่เรากำลังจะเดินทางไปมีของเหล่านี้ขายหรือไม่ การทำ Packing list ในครั้งนี้ผมใช้เวลาแทบจะทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว ตรวจเช็คกันหลายรอบมากเพราะของมีเยอะมาก และทุกอย่างก็จำเป็นเกือบทั้งหมด แต่ถ้ามองในแง่ของค่าขนส่งและความคล่องตัวในการเดินทางแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องคัดเลือกของที่จำเป็นที่สุดไปในจำนวนที่น้อยที่สุด และอย่าลืมวัดขนาดพร้อมชั่งน้ำหนักของกล่อง/อุปกรณ์ทั้งหมดด้วย รวมๆแล้วโดยเฉลี่ย อุปกรณ์ของม้าหนึ่งตัวควรจะไม่เกิน 2-3 กล่อง  (ของยิ่งเยอะก็ยิ่งเป็นภาระในการเดินทาง)

การวางแผนและเตรียมตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ

นอกจากการเตรียมอุปกรณ์สิ่งของอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น  ม้าก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเช่นกัน โดยในวันก่อนการเดินทาง คนเลี้ยงต้องค่อยๆลดอาหารของม้าที่กินในแต่ละมื้อไปจนถึงงดกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนการเดินทางไกล เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของม้า โดยเราจะให้กินแต่หญ้า และให้น้ำกับเกลือแร่เพิ่มมากขึ้น 


และแล้ว ประสบการณ์จากการทำงานเป็น Groom ของผม ก็ได้เดินทางมาถึงนาทีสำคัญ หลังจากที่ทีมนักกีฬาไทยได้เก็บตัวฝึกซ้อมฝึกฝนเข้มเป็นเวลากว่า 1 เดือน พวกเราทุกคน ตั้งแต่ม้ากีฬา 15 ตัว นักกีฬา 15 คน คนเลี้ยงม้าอีก 15 คน รวมถึงผู้จัดการทีมและโค้ช ก็พร้อมที่จะเดินทางไปแข่งขันที่เมืองจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยต่างก็มีจุดประสงค์แน่วแน่ที่จะนำเหรียญทองกลับมาให้พี่น้องชาวไทยได้ชื่นชม 

ทีมงานสมาคมฯได้วางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า โดยมีกำหนดการให้คนเลี้ยงม้าทั้งหมดบินไปประเทศอินโดนีเซียในเวลาเที่ยง ของวันที่ 8 ตุลาคม 2011 เพื่อเตรียมความพร้อมและความเรียบร้อยของคอกม้าก่อนที่ม้าและนักกีฬาจะมาถึง โดยม้าทั้งหมดจะเดินทางมาถึงในเช้าของวันที่ 9 ส่วนนักกีฬาจะบินตามมาทีหลัง (ก่อนหน้านี้ นักกีฬาทั้งหมดเป็นคนนำม้าขึ้นรถ และไปส่งที่สนามบิน เอาจริงๆในตอนนั้นคนเลี้ยงม้าทุกคนก็ห่วงอยู่บ้าง เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะต้องเดินทางไปต่างประเทศและต้องห่างจากม้าไปเกือบ 24 ชั่วโมง) 


เที่ยงวันถึงเที่ยงคืนที่คนเลี้ยงม้าทั้ง 15 คนใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้าและท้องถนน ในที่สุด เราก็ได้มาถึงสนามแข่งขันหลักที่ Arthayasa Stable อย่างแรกที่พวกเราทำ คือการเข้าไปดูความเรียบร้อยของคอกม้าว่าต้องมีการเตรียมพร้อมอะไรเพิ่มอีกบ้าง ซึ่งตอนนั้นทางผู้จัดได้เตรียมขี้เลื่อยไว้ให้บ้างแล้วประมาณคอกละ 5-6 กระสอบ เราก็พออุ่นใจบ้าง (ตอนนั้นยังไม่ได้เปิดดูว่าเป็นขี้เลื่อยยังไง)  หลังจากที่หลับไปได้ 2 ชั่วโมงถ้วน ในตอนเช้า เราก็เดินทางไปรับม้าที่สนามบิน ทุกอย่างเรียบร้อยดี คราวนี้ ในระหว่างทางที่เดินทางกลับคอก ขบวนรถม้าของเรามีรถตำรวจนำมาตลอดทาง (แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะการจราจรที่นี่น่ากลัวมากทั้งรถติดแล้วถนนก็แคบมากด้วย) พอม้ามาถึงที่คอก พวกเราก็นำม้าเข้าคอกพร้อมปูขี้เลื่อย พอแกะถุงกระสอบมาเท่านั้นแหละทุกคนถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เพราะมันแทบจะเรียกว่าขี้เลื่อยไม่ได้เลย ต้องเรียกว่าฝุ่นจะง่ายกว่า 



 

ประสบการณ์ใหม่ที่อินโดฯ

ตลอดระยะเวลา 1 อาทิตย์ที่พวกเราเหล่า Groom ใช้ชีวิตอยู่ที่อินโดนีเซีย พวกเราต่างก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆที่ตื่นเต้นแทบจะทุกวัน  เริ่มตั้งแต่การฝึกความอึดและความอดทนจากการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักคนเลี้ยงมายังคอกม้า นอกจากที่คนเลี้ยงมาต้องถึงคอกม้าตั้งแต่เช้าตรู่ (ประมาณตี 5) เพื่อเตรียมข้าวมื้อแรกของวันให้ม้า กว่าจะได้กลับที่พักอีกทีก็ทุ่มกว่าๆหลังม้ากินข้าวมื้อเย็นเสร็จ พวกเรายังต้องเดินไปกลับรวมแล้วเกือบ 2 กิโลเมตรต่อวัน เรียกว่าฟิตแอนด์เฟิร์มกันเลยทีเดียว  หรือว่าจะเป็นวันแรกๆก่อนการแข่งขันที่มีพายุเข้า ทำให้ฝนตกหนักแทบจะทุกวัน บางทีก็ตกทั้งวันไม่มีหยุด บางวันถึงขั้นน้ำท่วมเข้าคอกม้า! บรรดาคนเลี้ยงม้าก็แทบจะไม่ได้พักกันเลยทีเดียว เพราะต้องคอยขุดลอกทางน้ำถมดินหรือทำทุกวิถีทางไม่ให้น้ำเข้าคอกหรือให้ขังในคอกให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีเรื่องประสบการณ์ใหม่กับเจ้า Bedding ลังกระดาษ เพราะก่อนหน้านี้ม้าของเราบางตัวแสดงอาการแพ้ Bedding ขี้เลื่อย ทั้งตาแดงบ้าง ผื่นขึ้นบ้าง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่หมด 



สุดท้าย คือเรื่องการ Trot Up ม้าก่อนขี่/แข่งทุกเช้าเพื่อเช็คความพร้อม ซึ่งก็มีความสำคัญอย่างมากอีกเช่นกัน ไม่เพียงแค่กีฬา Eventing ที่จะต้องมีการทร๊อทม้า แต่จริงๆแล้ว Dressage และ Jumping ก็ควรทำด้วยเช่นกัน หลายๆคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของการ Trot Upไปนะครับ แต่สำหรับ Eventer จะรู้ดีว่า มันเทียบได้กับการไม่ได้รับเสียงโหวตแล้วต้องลากกระเป๋าตกรอบไปเลย  ม้าแต่ละตัวมักจะมีจังหวะวิ่งที่แตกต่างกันและแต่ละตัวต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างกันไป เพราะเราไม่อยากให้กรรมการตั้งข้อสงสัยในครั้งแรกที่เขาเห็นม้าของเรา Trot Up  การฝึก Trot Up นั้นก็เหมือนกับการขี่ม้าหรือถักเปียนั่นแหละครับ เราต้องมีการหมั่นฝึกฝนอย่างมีขั้นตอน ต้องใช้ทักษะ และให้เวลากับมัน เพื่อจะได้รู้จังหวะที่เหมาะสมและเพื่อให้รู้ว่าวิธีไหนที่เราจะสามารถ present การวิ่งของม้าให้ได้อย่างดีที่สุด 

แข่งขันเสร็จ เตรียมตัวกลับ

หลังจากที่แข่งขันชิงชัยได้เหรียญมาเรียบร้อย  ก็ได้เวลาเก็บของกลับบ้านอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้ก็จะไม่ต่างอะไรกับขามา เพราะเราต้องแพ็คของทุกอย่างให้อยู่ในที่เดิม และต้องมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด เพราะที่ศุลกากรขาเข้าจะมีการตรวจเช็คอย่างเข้มงวด (ยิ่งกว่าตอนขาออกจากประเทศอีก) ก่อนเดินทางกลับในคราวนี้ต่างจากขามาตรงที่ คนเลี้ยงม้าจะเป็นคนนำม้าไปส่งขึ้นเครื่องเอง ในตอนนั้นเราต้องทำเวลาอย่างมาก เพราะเราออกจากที่คอกล่าช้ากว่ากำหนดถึง 2 ชั่วโมง พวกเราเริ่มนำม้าขึ้นรถ บทบางตัวจะง่ายก็ง่าย บางตัวจะไม่ขึ้นก็ไม่ขึ้นเลย แทบจะต้องใช้ทุกวิธีที่มีอยู่ในตำรามาใช้กัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วม้าพี่ไทยเราจะชอบสบาย คือชอบให้ “อุ้ม” ขึ้นรถ!! เบ็ดเสร็จแล้ว พวกเราใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆกับม้าทั้ง 15 ตัว เมื่อเดินทางไปถึงสนามบิน พวกเราทุกคนก็ต้องเร่งมือในการนำม้าเข้ากล่องเพื่อเตรียมขึ้นเครื่องบิน เพราะถ้ามีม้าตัวนึงช้า ตัวหลังๆก็จะต้องยืนบนรถนานขึ้น หลายคนก็พอรู้เทคนิควิธีของการโหลดม้าแต่ละตัวกันแล้วจึงใช้เวลาไม่มากนัก (ครั้งนั้นเราเอาม้าลงจากรถทีละคู่ เพื่อเป็นการตัดปัญหาม้าตื่น และพาเดินไปเดินมาในบริเวณสนามบิน) และในที่สุด ม้าทั้ง 15 ตัวก็อยู่ในกล่องเตรียมพร้อมที่จะกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ทิ้งท้าย...

2 ปีที่ผ่านมา ผมขอขอบคุณม้าทุกตัวที่ผมเคยได้เลี้ยง พวกเขาได้สอนสิ่งต่างๆมากมายที่เป็นประโยชน์และเป็นประสบการณ์ดีๆที่ผมลืมไม่ลงจริงๆ

ขอขอบคุณโค้ชทุกคน ทั้ง Natalie Blundell, Andrew Hoy, Kim Severson และ Emily Butcher ที่ได้สอนเทคนิคเรื่อง Groom ต่างๆ  ขอบคุณน้าแป้น (คุณแม่ของณีน่า) ที่ได้สอนหลักการความรู้มากมายที่กวางโจว ขอบคุณ แม่ พ่อ พี่ๆ หมอ และสุดท้ายพี่ๆ Groom ทุกคนที่คอยอยู่ช่วยเหลือกันตลอดเวลาจนทีมไทยได้เหรียญกลับมาครับ

*****

Related Articles:

Sunday, December 18, 2011

Grooming to the MAX (Part 1) : A Grooming Journey


บทความโดย Namchai Jantakad 


เป็นที่รู้ๆกันดีนะครับว่าในโลกของการแข่งขันกีฬาขี่ม้า นอกจากตัวนักกีฬาเองแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับม้าโดยตรงก็คือ คนเลี้ยงม้า หรือที่เราเรียกคุ้นหูกันว่า “Groom” ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของ Groom นั้น นอกจากจะต้องรู้ใจนักกีฬาและม้ามากที่สุดแล้ว ยังต้องเป็นคนที่นักกีฬาสามารถให้ความไว้วางใจได้มากที่สุดด้วย เพราะในความเป็นจริงนั้น Groom จะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับม้ามากกว่านักกีฬาเสียอีก อาจพูดได้ว่าเป็นบุคคล “เบื้องหลังความสำเร็จ” ของม้าและนักกีฬาคู่นั้นเลยทีเดียว

ประสบการณ์เลี้ยงม้าของผมเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อปี 2010 หลังจากที่ขี่ม้ามาตลอดสิบกว่าปี ก็ถึงคราวที่ต้องตัดสินใจมาอยู่เบื้องหลัง เหตุเพราะเมื่อกลางปีนั้น น้องชายของผม “แมทธิว” คัดตัวติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรกและต้องเตรียมตัวเข้าแข่งขัน GUANGZHOU ASIAN GAMES 2010 ในตอนสิ้นปี ดังนั้นผมจึงพร้อมรับภารกิจหลักที่สำคัญอย่างมาก คือการฝึกหัดเพื่อเป็น Groom อย่างจริงจัง


สิ่งแรกที่ผมตัดสินใจทำ คือการไปฝึกหนักเพื่อเป็น Groom ที่ต่างประเทศ ผมได้เดินทางไป Australia และเจอกับ Natalie Blundell โค้ชของผม  ผมเริ่มงานเป็น Groom ให้กับ Nat ทันที แรกๆสิ่งที่ผมมีติดตัวไปตอนนั้นมีเพียงแค่ความรู้พื้นฐานที่นักกีฬาทุกคนรู้อยู่แล้ว เช่นว่าจะต้องแปรงม้ายังไง อุปกรณ์ไหนเรียกว่าอะไร ใส่ยังไง แต่พอได้ทำหน้าที่ Groom จริงๆ กลับกลายเป็นว่าผมต้องเรียนรู้วิธีการใหม่ทั้งหมด!  

ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (June - September) ที่ทำหน้าที่ Groom ใน Australia ผมมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบม้าทั้งหมด 12 ตัว (ตอนแรกๆคิดกับตัวเองว่าจะไหวเหรอ?) แล้วไม่ใช่แค่เลี้ยงม้าเท่านั้น Groom ที่เมืองนอกจำเป็นต้องขี่ม้าเป็นด้วย ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกขึ้นมาได้บ้าง เพราะผมได้ขี่ม้าด้วย วันละประมาณ 3-5 ตัว  ส่วนเรื่องการทำคอกนั้น ดีที่ที่นั่นม้าส่วนใหญ่จะถูกเลี้ยงไว้ใน Paddock จึงช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องการทำคอกไปได้เยอะ แต่ก็ยังมีความยากอยู่ตรงที่การจับม้าแต่ละตัวมาแปรงขนนี่แหละ เพราะพื้นที่ Paddock แต่ละแปลงกว้างใหญ่มาก อีกทั้งม้าแต่ละตัวก็จะมีผ้าคลุม (Rug) ยิ่งถ้าเป็นหน้าหนาว ม้าแต่ละตัวก็จะมีผ้าห่มหนา 2 ชั้นเป็นอย่างต่ำ กว่าจะจับได้และถอดผ้าคลุมก็เล่นเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว นอกจากการเลี้ยงม้า ดูแลม้า และขี่ม้าแล้ว ผมยังได้เรียนรู้ว่าวิธีการดูแลม้าแต่ละตัวจะแตกต่างกันไปตามลักษณะนิสัยของม้าตัวนั้นๆ (เหมือนกับคนเราที่ต้องการดูแลเอาใจใส่ต่างกัน) ความรู้และประสบการณ์ที่ผมเก็บเล็กผสมน้อยจากการที่ได้ดูแลม้าทั้ง 12 ตัวนั้น มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจและลืมไม่ลงจริงๆ

สำหรับในแต่ละวัน หลักการและวิธีดูแลม้าของแต่ละคอก/สโมสรอาจจะมีระบบที่แตกต่างกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ Routine หลักๆมักจะเริ่มจากการทอดข้าวให้ม้า (ศัพท์ทหารเรียกว่าทอดข้าว ซึ่งภาษาชาวบ้านอย่างเราๆก็คือการให้ข้าวม้า) เตรียมคอก เก็บคอกให้เรียบร้อย ทำ Bedding (ม้าแต่ละตัวจะชอบ Bedding ไม่เหมือนกัน ซึ่ง Bedding มีอยู่หลายประเภทเช่น ฟาง, แกลบ, ขี้เลื่อย แม้กระทั่งลังกระดาษ--จากประสบการณ์ล่าสุดที่ซีเกมส์ในอินโดนีเซีย) เมื่อทำคอกเสร็จสะอาดเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลานำม้ามาแปรงทำความสะอาด แปรงขน แคะกีบ นำม้าไปจูงเดินหรือปล่อยแปลงเพื่อให้ม้าได้คลายเส้น (ในกรณีที่ม้าไม่ได้ถูกขี่ในตอนเช้า) หลังจากนั้นก็จะเป็นการให้ข้าวให้หญ้าในมื้อเที่ยงและมื้อเย็น ม้าบางตัวอาจจะมีมื้อบ่ายหรือมื้อดึกด้วย และถ้าว่างก็ต้องเอาอาน บังเหียนมาขัดให้พร้อมใช้งานได้ในวันต่อไป เท่านี้ก็เป็นอันจบงาน 1 วันแล้ว (ฟังดูสบาย แต่ไม่ง่ายและใช้เวลาและความชำนาญนะครับ ส่วนความสนุกมันอยู่หลังจากนี้)



 

การ Groom ม้าในช่วงระยะเวลา 1 เดือนก่อนแข่งไปจนถึงแข่งเสร็จเป็นสิ่งที่ยุ่งยากและจำเป็นต้องเตรียมการให้ถี่ถ้วน ควรมีการดูแลม้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าม้าไม่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงเวลาเหล่านี้ แทบจะเรียกได้ว่า “ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม” เพราะถ้าหากม้ามีอาการไม่ปกติแม้เพียงนิดเดียว ทั้งคนเลี้ยงและนักกีฬาก็จะพากันวิตกจริต กินไม่ได้นอนไม่หลับกันไปตามๆกัน ซึ่งเป็นผลในแง่ลบต่อสภาพจิตใจของนักกีฬาในการแข่งขันได้ เพราะฉะนั้น หลักสำคัญอย่างแรกสุดคือ การจัดเตรียม Packing List  ล่วงหน้าก่อนการแข่งขันอย่างน้อย 1 เดือน Groom ที่ดีจำเป็นต้องทำลิสต์รายการของใช้ อุปกรณ์ และสิ่งของสำคัญอื่นๆที่จะนำไปแข่ง และต้องเช็คว่ามีของขาดเหลืออย่างไรบ้าง หลักง่ายๆมีดังนี้

1.  ทำ Checklist ของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันหรือระหว่างการแข่งขัน เช่น อาน บังเหียน ผ้าปูหลัง ที่แคะกีบ อุปกรณ์เครื่องม้าเสริม/สำรอง พาสปอร์ต ประวัติการฉีดวัคซีน รวมไปถึงอุปกรณ์ปฐมพยาบาลม้าและคน  (ยิ่งใช้เวลาคิดมากเท่าไรยิ่งดี หากต้องเดินทางออกนอกสถานที่เป็นเวลานานหลายวัน ยิ่งต้องนั่งนึกนั่งเช็คหลายรอบหน่อย) อย่าลืมตรวจสอบความแข็งแรงของอุปกรณ์ที่จะเอาไปด้วย

2. คำนวณปริมาณอาหาร หญ้า วิตามิน อาหารเสริม ว่าต้องนำไปมากน้อยเพียงใด โดยส่วนใหญ่ควรจะเอาไปเผื่อเล็กน้อย (ใช้หลักเหลือดีกว่าขาด)

3. เช็คความพร้อมและสภาพร่างกายของม้า เช่น ต้องตอกเกือกเมื่อไร ทำฟันเมื่อไร ทำวัคซีนอะไรบ้าง

4. ตรวจเช็คสภาพพาหนะ รถ Truck รถลาก รวมถึงเส้นทางการเดินทางให้พร้อม


นอกเหนือจากการจัดเตรียมการข้างต้น หรือ Routine ปกติที่ต้องทำอยู่แล้ว ในภาวะที่นักกีฬามีความกดดันสูงจากการแข่งขัน  Groom อาจต้องทำหน้าที่บางอย่างแทนนักกีฬาเพื่อไม่ให้นักกีฬาเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น หรือเพื่อให้นักกีฬาคลายความกังวล เช่น Groom อาจจะต้องมีการถักเปียแผงคอม้าสำหรับการแข่งขัน Dressage หรือทำการ Trot Up แทนนักกีฬาด้วย 

น้องๆบางคนอาจจะเคยลองถักเปียกันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะไม่พอใจหรือคิดว่าเปียที่ถักนั้นไม่สวย  ผมต้องขอบอกว่า ของอย่างนี้ต้องอาศัยที่ประสบการณ์และชั่วโมงบินครับ เหมือนๆกับการขี่ม้านั่นแหละ  ยิ่งใครถักบ่อยเท่าไรก็ยิ่งเป็นการฝึกฝนทักษะไปในตัว เพราะฉะนั้น สู้ต่อไปนะครับ! (ฮ่าๆ) 

ในการแข่งขัน Cross Country ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และลงรายละเอียดไม่แพ้เรื่องอื่น เช่น เวลาปกติ Groom จะต้องทำการประคบขาม้าหลังจาก Cool Down เสร็จ ถ้าหากม้าไม่ได้เหนื่อยหรือเจ็บมากก็สามารถประคบเพียง 20 นาที แต่ถ้าอาการหนักหน่อยก็ควรจะประคบ 1 ยก (ใน 1 ยก คือ ประคบ 20 พัก 30 ประคบ 20) และบางตัวอาจจะต้องแช่กีบด้วยซึ่งก็แล้วแต่อาการของม้าตัวนั้นๆ ซึ่งม้าบางตัวอาจถึงขั้นต้องประคบขากันจนวินาทีสุดท้ายแล้วก็ออกไป Trot Up เลยด้วยซ้ำ ส่วนในช่วงกลางคืนเราอาจจะพอกโคลนที่ขาของม้าเพื่อช่วยรักษาเส้นเอ็นที่ใช้งานมาอย่างหนัก หรืออาจมีการประคบหลังด้วยถุงน้ำร้อนก็ดีหรือลูกประคบก็ดี เพื่อให้กล้ามเนื้อที่หลังม้าคลาย และเพื่อให้ม้าพร้อมทำงานแบบเต็มร้อยในการแข่งขันวันรุ่งขึ้น

จากประสบการณ์ตรงของผม ผมคงพูดได้เต็มปากว่าการเลี้ยงม้าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเอาใครก็ได้มาเลี้ยงม้า การเลี้ยงม้าที่ดีและถูกวิธีนั้น นอกจากจะต้องมีใจรักและเอาใจใส่ม้าแล้ว คนเลี้ยงม้าต้องเข้าใจและมีประสบการณ์ความชำนาญหลายอย่างที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ที่สำคัญคนๆนั้นต้องเป็นคนที่เราสามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้เป็นอย่างมาก เพราะเราต้อง “ฝากชีวิตม้าของเรา” ไว้กับคนๆนั้น ส่วนคนๆนั้นก็ต้องเข้าใจหน้าที่และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะม้าเป็นสิ่งมีชีวิต เขามีจิตใจแบบคนเราเหมือนกัน.....

สัปดาห์หน้า ผม ในฐานะ Groom ของทีมไทย จะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์และอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นที่ซีเกมส์ ประเทศอินโดนีเซียครับ



Thursday, December 1, 2011

Quzandria Nur from Malaysia got the new Grand Prix Horse

มีข่าวล่าสุดมาว่า Quzandria Nur นักกีฬาขี่ม้า Dressage ชาวมาเลเซีย ซึ่งคว้า 1 เหรียญเงินประเภทบุคคล และ 1 เหรียญทองแดงจากเอเชียนเกมส์ที่เมืองกวางโจวในปี 2010 ได้ซื้อม้าตัวใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนักกีฬาชาวดัทช์ Leida Collins-Strijk  โดยเจ้าม้า On Top (JetSet D x Pericles, KWPN Gelding, Oldenburg 1996) ตัวนี้มีดีกรีระดับ Grand Prix และเพิ่งคว้าอันดับที่ 2 จากการแข่งขัน Grand Prix Special รายการ CDI4* Oldenburg ที่เยอรมนีมาหมาดๆ

Quzandria จะเก็บตัวอยู่ที่คอกของ Anky van Grunsven เพื่อเตรียมตัวฝึกซ้อมในระดับ Grand Prix ต่อไป

Leida Collins-Strijk and On Top © Julia Rau

 

Sunday, November 6, 2011

Remembering Hickstead (1996 - 2011)

Eric Lamaze & Hickstead. Photo courtesy of EQUESTRIO Magazine.

It was truly sad to learn that "Hickstead", the top show jumper, passed away on 6 November 2011 while competing at the World Cup qualifier in Verona, Italy. The 15-year old stallion died after finished the jumping round with Eric Lamaze, the Canadian rider. The death was caused by a rupture of the main artery supplying his heart. 

(Eric Lamaze's Statement via Lulu Kyriacou Media and Photography)
Eric Lamaze and his team concluded in their press conference in Totonto on 9 November Hickstead had died from a ruptured aorta. In a voice shaking with emotion and often clearly close to tears Eric also said, " There have been a lot of great horses but I think all riders now will conceed Hickstead was the best. When he went down,he made sure I was clear before he went right over, and he did that for me. As for the last round, the last jump was normal, in fact great, he had a fault in the combination but he always takes one or two shows to get used to being indoors again and this was his first one this season, so I had no reason to suspect. I will ride at the Royal because it is the best way to remember Hickstead. I was honoured by my reception at the show last night. 

I hope that other riders get to experience what I experienced riding such a horse. All my friends in Europe they gave me such support, especially in Verona at the time, and I have had emails and messages from all over the world. As for my best memory, there were moments when he was unbeatable, i knew he would win like Calgary and Aachen this year and the Olympics. He made my career. It will take a year or two to rebuild but I will do that, I am not ready to go yet. Its a big set back but you only have two choices, give up or carry on. Its not how many wins but the manner of them and what they meant, no Canadian has won Grand Prix in La Baule or Rome or Aachen for example."

It also transpired that there are about 100 Hickstead foals but no frozen semen, he was not the easiest to take semen from and was going to concentrate on breeding after he was eventually retired. Hickstead was cremated as his body could not be transported back to Canada under current regulations.

(Photo Credit: Lulu Kyriacou)

Hickstead and his partner Eric Lamaze won the individual gold and team silver at the 2008 Olympic Games in Hong Kong.  In 2010, Hickstead was named Best Horse after jumping 4 clear rounds at the show jumping finals with Eric Lamaze (Canada), Philippe Le Jeune (Belgium), Rodrigo Pessoa (Brazil) and Abdullah Al Sharbatly (Kingdom of Saudi Arabia) in the 2010 World Equestrian Games. 

Hickstead, you are a great horse and you will be be missed. 

Rest in peace.

***

Watch Hickstead's Tribute at the Royal Winter Fair



The Past Successes






 

Monday, May 2, 2011

Boyd Exell (AUS) claims his third FEI World Cup Driving Title in Leipzig

Boyd Exell, Winner of FEI  World Cup Driving in Leipzig. Photo Courtesy of Rinaldo de Craen/FEI.


Boyd Exell นักกีฬา Driving ชาวออสเตรเลีย แชมป์ FEI World Cup™ Driving Series ปี 2009/2010 และดีกรีเหรียญทอง Driving ที่Alltech WEG 2010 ที่ Kentucky สามารถป้องกันแชมป์ Driving ในการแข่งขัน FEI World Cup™  Final ปีนี้ที่ Leipzig ได้สำเร็จ ในขณะที่  Jozsef Dobrovitz จากฮังการีได้ลำดับที่ 2 ส่วน IJsbrand Chardon จากเนเธอแลนด์ แชมป์ World Cup 4 สมัย ที่ใช้ม้า Lipizzaner มาลากรถ (ม้าซื้อยกทีมมาจาก Jozsef Dobrovitz) ได้ลำดับที่ 3



(สำหรับใครที่ไม่คุ้นเคยกับกีฬา Driving อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ What is Driving?)


Boyd Exell wins his third FEI World Cup Driving title in Leipzig



Jozsef Dobrovitz FEI World Cup Leipzig 2011 Final Round



IJsbrand Chardon FEI World Cup Leipzig 2011 Final Round



Listen to Audio Interview: 
Boyd Exell
Jozsef Dobrovitz - Hungarian with English Translation
Ian Williams, FEI World Cup Driving Director
Results of FEI World Cup™ Driving Final in Leipzig:
1. Boyd Exell (AUS) 242,12
2. Jozsef Dobrovitz (HUN) 247,52
3. IJsbrand Chardon (NED) 254,88
4. Tomas Eriksson (SWE) 133,10
5. Werner Ulrich (SUI) 139,07
6. Georg von Stein (GER) 140,76
7. Koos de Ronde (NED) 151,32

Christian Ahlmann from Germany won the Rolex FEI World Cup™ Jumping title

 Winner of the Rolex FEI World Cup™ Final Leipzig Christian Ahlmann GER. 
Photo Courtesy of Ki Houghton/FEI.



The Arena

การแข่งขันรอบสุดท้ายของรายการ 2010/2011 Rolex FEI World Cup™ Jumping เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผลปรากฎว่า Christian Ahlmann ชาวเยอรมันกับ Taloubet Z. เจ้าม้า stallion วัย 11ปี สามารถคว้าตำแหน่งแชมป์ของรายการนี้ไปได้ โดยเค้ากล่าวว่า "เมื่อตอนเริ่มต้นขี่ใหม่ๆ Taboulet ค่อนข้างบังคับได้ยาก แต่ผมก็พยายามฝึกมันอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยเริ่มจากการขี่ในclass เล็กๆก่อน ตอนนี้สิ่งที่ผมทำได้บรรลุผลแล้ว มันคุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มซะอีก!"


ก่อนหน้านี้ในอาชีพการขี่ม้าของ Christian Ahlmann  เค้าได้คว้ารางวัลจากการแข่งขันมาหลายรายการ ตั้งแต่เหรียญทองประเภททีมและประเภทบุคคลจากการแข่งขันในระดับ European Championship , เหรียญทองแดงประเภททีมจาก Olympic Games และ FEI World Equestrian Games™  รวมถึงล่าสุดที่ได้ตำแหน่งแชมป์ World Cup ของปีนี้

สำหรับอันดับที่ 2 ของรายการ ตกเป็นของแชมป์โอลิมปิค Eric Lamaze จาก Canada กับม้า Hickstead และอันดับที่ 3 Jeroen Dubbeldam จากเนเธอแลนด์ กับม้า BMC Van Grunsven Simon ที่กระโดดขึ้นมาจากอันดับที่ 11 ในช่วงเพียงข้ามคืน


ส่วน แชมป์ปีที่แล้ว Marcus Ethning จากเยอรมันกับม้า Sabrina หล่นไปอยู่อันดับที่ 20 


Audio Interview of the Top Three Champions at Rolex FEI World Cup Jumping Final:
Christian Ahlmann
Eric Lamaze
Jeroen Dubbeldam


Full results of the 2010/2011 Rolex FEI World Cup Jumping Final, click here

(left to right) Top three in the Rolex FEI World Cup™ Final Leipzig are Eric Lamaze 2nd, Christian Ahlmann GER winner of the 2011 Rolex World Cup and Jeroem Dubbeldam 3rd. Photo Courtesy of Ki Houghton/FEI.

Christian Ahlmann GER riding Taloubet Z Winner of the Rolex FEI World Cup 2011. Photo Courtesy of Ki Houghton/FEI.

Eric Lamaze CAN riding Hickstead. 2nd overall. Photo Courtesy of Ki Houghton/FEI.

Jeroen Dubbeldam NED riding BMC van Grunsven Simon. 3rd Overall. Photo Courtesy of Ki Houghton/FEI.


FEI TV Day 1 : Marco Kutcher is the overnight leader after the first Rolex FEI World Cup Final



FEI TV Day 2 : Eric Lamaze wins Final 2 of the Rolex FEI World Cup Final 2011



FEI TV Day 3 and the last competition! : Christian Ahlmann is crowned the 2011 Rolex FEI World Cup Champion



Course designer Frank Rothenberger talking about building the best Jumping courses in the world at FEI World Cup Final in Leipzig. The course is claimed to be a real test of scope, speed, courage, accuracy and, most importantly, the rideability of the horses.

Sunday, May 1, 2011

The Premiere of FEI Vaulting World Cup Final 2011 at Leipzig

อย่างที่เราเคยพูดถึงไว้ว่าการแข่งขัน FEI World Cup Final ที่ Leipzig ในครั้งนี้มีการแข่งขันถึง 4 ประเภท หนึ่งในนั้นก็คือกีฬา Vaulting (ยิมนาสติกบนหลังม้า)ซึ่งเป็นการชิงชัยครั้งแรกในรายการ World Cup สำหรับFEI World Cup Vaulting ในประเภทชาย Patrick Looser จากสวิตเซอร์แลนด์ สามารถคว้าชัยชนะมาได้ ส่วนประเภทหญิง Simone Weigele จากเยอรมนี เป็นผู้ชนะครับ


Patrick Looser of Switzerland riding Record RS von der Wintermuhle in action during the FEI World Cup Vaulting Final 2011 at the Messegelande on April 30, 2011 in Leipzig, Germany. Photo by Matthew Lewis/Getty Images for FEI.



Simone Wiegele of Germany riding Arkansas in action during the FEI World Cup Vaulting Final 2011 at the Messegelande on April 30, 2011 in Leipzig, Germany. Photo by Matthew Lewis/Getty Images.

เรามาชมความน่าตื่นเต้นและท่วงท่าที่นักกีฬาสร้างสรรค์ในการทำยิมนาสติกบนหลังม้าแบบ Freestyle-to-Music กันครับ



Adelinde Cornelissen won the World Cup™ Dressage Final in Leipzig!

Reem Acra FEI World Cup Dressage™ - Final. Photo Courtesy of Kit Houghton/FEI.

Adelinde Cornelissen NED with the World Cup Trophy. Photo Courtesy of Kit Houghton/FEI.

ในที่สุด Adelinde Cornelissen นักกีฬาขี่ม้าจากเนเธอร์แลนด์กับ ม้า Jerich Parzival ก็สามารถครองตำแหน่ง Champion ของรายการ Reem Acra FEI World Cup™ Dressage ในปี 2010/2011  ได้สำเร็จ ด้วยคะแนนสูงถึง 84.804%  ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 11 ของประวัติศาสตร์ 26 ปีแห่งการแข่งขัน FEI World Cup™ Dressage ที่ชาวดัทช์ (เนเธอแลนด์) คว้าชัยชนะมาได้





ไม่เป็นที่น่าแปลกใจครับที่ Adelinde Cornelissen ได้เป็นผู้ชนะของรายการนี้ เพราะการแข่งขัน World Cup ในซีซั่นนี้ Adelinde กับเจ้า Parzival คว้าชัยชนะมาแล้วถึง 5 ครั้ง (อ่านต่อได้ใน related article ข้างล่างนี้ครับ) 

สำหรับลำดับการแข่งขัน Freestyle ใน Wolrd Cup Final ที่ Leipzig ปีนี้  อันดับที่ 2 ตกเป็นของนักขี่ม้าชาวเดนมาร์ก Nathalie zu Sayn-Wittgenstein กับม้า Digby ด้วยคะแนน 80.036% ในขณะที่ Ulla Salzgeber จากเยอรมนีกับเจ้า Herzruf's Erbe คว้าลำดับที่ 3 ไปด้วยคะแนน78.821%  ส่วน Edward Gal ชาวเนเธอแลนด์ซึ่งเป็นแชมป์จากปีที่แล้ว ขี่ม้าตัวใหม่ Sisther de Jeu สามารถทำคะแนนได้ดีที่ 77.393% และคว้าอันดับที่ 4 ไป ส่วน Isabell Werth จากเยอรมนีกับเจ้า Satchmo อยู่ในลำดับที่ 5 จบด้วยคะแนน 77.143%



Nathalie zu Sayn-Wittgenstein(2nd) ,Adelinde Cornelissen (Winner), Ulla Salzgeber(3rd). Photo Courtesy of Kit Houghton/FEI.


Adelinde Cornelissen NED riding Jerich Parzival - Winner of the World Cup final at Leipzig. Photo Courtesy of Kit Houghton/FEI.

Nathalie zu Sayn-Wittgenstein GER riding Digby. Photo Courtesy of Kit Houghton/FEI.

Ulla Salzgeber GER riding Herzruf's Erbe. Photo Courtesy of Kit Houghton/FEI.

Freestyle Results from Eurodressage.com

มาฟัง Audio Interview ของนักกีฬาและสปอนเซอร์ของรายการกันครับ

Adelinde Cornelissen
Ulla Salzgeber
Nathalie zu Sayn-Wittgenstein
Lisa Wells Reem Acra (Main Sponsor)


Related Article: 



Friday, April 29, 2011

Adelinde Cornelissen and Jerich Parzival won the Grand Prix at the Reem Acra FEI World Cup Dressage final in Leipzig, Germany

The Netherlands' Adelinde Cornelissen and Jerich Parzival on their way to victory in the Grand Prix at the Reem Acra FEI World Cup Dressage final in Leipzig, Germany tonight. Photo: FEI/Kit Houghton.

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน  Adelinde Cornelissen จากเนเธอร์แลนด์กับ เจ้าม้า Dutch warmblood วัย 14 ขวบ Jerich Parzival (by Jazz x Ulft) ได้คว้าชัยชนะในการแข่งขันรุ่น Grand Prix ที่ 2011 World Cup Finals ณ เมือง Leipzig ประเทศเยอรมนีมาได้ด้วยสกอร์ 80.957% สำหรับรายการแข่งขัน Grand Prix นี้ ถือเป็นรอบQualifier สำหรับรายการ Freestyle ที่จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 30 นี้ โดยผู้ชนะจะได้ตำแหน่งแชมป์ของรายการ 2010/2011 Reem Acra FEI World Cup™ Dressage ไปครอง


ก่อนหน้านี้ในการแข่งขันปีที่แล้ว  Adelinde Cornelissen กับ Parzival สามารถคว้าอันดับที่ 2  ในรายการเดียวกันมาได้ รองจาก Edward Gal กับ Totilas ที่ได้อันดับที่ 1  ส่วนการแข่งขัน Grand Prix ในปีนี้ Edward Gal แชมป์เก่าปีที่แล้ว กับม้าตัวใหม่ Sisher de Jeu ทำได้ไม่ดีนัก และหล่นไปอยู่ในอันดับที่ 8


สำหรับการแข่งขันในปีนี้พิเศษกว่าปีที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่การแข่งขัน Championship แมทช์ใหญ่ มีกรรมการทำหน้าที่ตัดสินถึง 7 คน เพื่อให้การตัดสินมีความแม่นยำมากขึ้น โดยสองตำแหน่งใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาตั้งอยู่ที่มุมด้านข้างของตำแหน่ง A
at H - S Clarke (GBR)
at E - K Wuest (GER) 
at K - G Rockwell (USA)
at C - G Fouarge (NED)
at M - Dr V Truppa (ITA)
at B - Dr W Markowski (POL)
at F - L Tornblad (DEN)



Result: 
1. Jerich Parzival (Adelinde Cornelissen) NED 80.957
2. Digby (Nathalie zu Sayn-Wittgenstein) DEN 76.884
3. Herzruf's Erbe (Ulla Salzgeber) GER 76.216 
4. Satchmo (Isabell Werth) GER 74.818
5. Damon Hill NRW (Helen Langehanenberg) GER 73.480
6. Exquis Nadine (Hans Peter Minderhoud) NED 72.660
7. Watermill Scandic HBC (Patrik Kittel) SWE 70.410
8. Sisther de Jeu (Edward Gal) NED 70.122
9. Apollo van het Vijverhof (Jeroen Devroe) BEL 68.480 
10. Rafalca (Jan Ebeling) USA 68.191
11. Winyamaro (Catherine Haddad-Staller) USA 67.340
12. Edwador (Katarzyna Milczarek) POL 66.778
13. Artemis (Richard Davison) GBR 66.611
14. Weinzauber (Robert Acs) HUN 64.767
15. Come On lll (Shawna Harding) USA 64.696
16. Leo Af Magnushoj (Nina Hoffmann) SWE 64.301
17. Skovlunds Mas Guapo (Mikaela Lindh) FIN 62.903


The Grand Prix Winner






คนที่ติดตาม HMT มาตลอด คงเคยได้ยินได้ฟังเพลงที่ Adelinde ใช้ใน Freestyle Dressage ของเธอมาบ้างแล้ว (ใครยังไม่เห็น ดูได้ที่ลิงค์ข้างล่างนะครับ) วันนี้ผมนำ clip ที่ Adelinde กับทีม Music composer ของเธอกำลังทำเพลงเพื่อให้ลงจังหวะการเต้นรำของม้าของเธอ  แล้วมาดูกันครับว่า เจ้า  Parzival จะมีความเห็นว่าอย่างไรเมื่อได้ยินเพลงนี้??


Freestyle Dressage Interview with Adelinde Cornelissen



Related Article: