Showing posts with label AsianGames. Show all posts
Showing posts with label AsianGames. Show all posts

Saturday, May 26, 2012

Competition Schedule: Maxwin CIC 1* & Pre-Novice Pattaya, 13-15 July 2012


Competition Schedule


หลังจากจบการแข่งขันอีเวนท์ติ้งรายการ King's Cup Thailand Championships เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา จากนี้ไปจนถึงปลายปีจะมีการแข่งขันอีเวนท์ติ้งรายการสำคัญๆเกิดขึ้นเกือบทุกเดือน เพื่อเป็นการปูทางสำหรับงานใหญ่อย่าง Asian Eventing Championships ที่เป็นการแข่งขันขี่ม้าระดับ "ชิงแชมป์" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของภูมิภาคเอเชีย (Regional event)

โดยเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางสมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทยได้ประกาศรายการแข่งขันเก็บคะแนน เพื่อเตรียมความพร้อมในการแข่งขัน Asian Eventing Championships ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ในส่วนของนักกีฬาอีเวนท์ติ้งก็คงต้องเตรียมตัวกันอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากจะมีการชิงแชมป์เอเชียในปีนี้ ในอีกสองปีข้างหน้าก็จะมีการแข่งขันรายการ "Asian Games 2014" ที่ประเทศเกาหลีใต้ และในครั้งนี้การแข่งขันอีเวนท์ติ้ง จะยกระดับขึ้นไปแข่งขันกันที่ระดับสองดาว (2-Star) เพราะฉะนั้น นักกีฬาทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ คงต้องใช้เวทีการแข่งขันตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไปเพื่อสั่งสมประสบการณ์การแข่งขัน และเพื่อคัดเลือกตัวแทนทีมชาติไทยไปโชว์ฝีมือในระดับนานาชาติและตอกย้ำความเป็นผู้นำในกีฬาอีเวนท์ติ้งของทีมชาติไทยครับ


สำหรับรายการแข่งขันคัดตัวนักกีฬาอีเวนท์ติ้งทีมชาติไทย จะเริ่มจากแมทช์แรกในเดือน กรกฎาคม นี้ ในรายการ Maxwin CIC 1* & Pre-Novice Pattaya  ต่อด้วยรายการ President's Cup CCN 1* ในเดือนสิงหาคม และ BGrimm CCI 1* ในเดือนกันยายน

เพราะฉะนั้น พี่ๆน้องๆที่สนใจเตรียมตัวกันให้พร้อมตั้งแต่วันนี้นะครับ!


Related Articles:





*****

Maxwin CIC 1* & Pre-Novice 2012 at Thai Polo & Equestrian Pattaya

 

Thursday, December 29, 2011

Grooming to the MAX (Part 2) : SEA Games Journal

บทความโดย Namchai Jantakad 


ช่วงการเก็บตัว ก่อนการแข่งขันซีเกมส์

ในช่วงเวลา 1 เดือนก่อนการเดินทางไปแข่งขันที่ซีเกมส์ ทีมนักกีฬาไทยทั้งหมดได้ย้ายมาปักหลักร่วมกันที่สโมสรขี่ม้าไทยโปโล สถานที่ที่ครบครันไปด้วยสนามฝึกซ้อม ที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ระหว่างเก็บตัวที่นี่ ทางสมาคมฯได้จัดให้มีการแข่งขันมากมายหลายนัดเพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและม้าให้ได้ฟิตร่างกาย ในขณะที่หน้าที่ของGroomนั้น คือการเตรียมการณ์หรือจัดการสิ่งต่างๆรอบด้านที่จำเป็นต่อการเดินทางไปแข่งขันยังต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเช็ควัคซีน เช็คสภาพร่างกายของม้า ซึ่งจะมีหมอมาตรวจแทบทุกอาทิตย์ (อย่างที่เคยบอกไปนะครับ ช่วงก่อนเดินทางเราต้องเซฟม้าและทะนุถนอมเขาให้มากที่สุด) หรือ มีการตรวจและฝังไมโครชิพ ซึ่งจะเป็นเหมือนเลขหนังสือเดินทางของม้า (ในการแข่งระดับนานาชาติแต่ละครั้งม้าทุกตัวจำเป็นจะต้องมีไมโครชิพ หากไม่มีไมโครชิพก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าประเทศหรือทำการแข่งขันได้ เรียกได้ว่าเป็นม้าต่างด้าวนั่นเอง) 

นอกจากนี้ ยังต้องมีการทำ Packing list ของอุปกรณ์ทั้งหมดที่จะใช้ในการแข่งขัน เนื่องจากเราจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ที่ซีเกมส์กว่า 1 อาทิตย์ เราจึงควรตัดสินใจล่วงหน้าว่าของที่จะนำไปมีอะไรบ้าง เช่น จะนำบังเหียนไปกี่ชุด ใช้อานกี่หลัง แปรงกี่อัน อาหารกี่กิโล ที่สำคัญต้องเตรียมพร้อมแบบห้ามตกหล่นเป็นอันขาด เพราะเราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าที่ที่เรากำลังจะเดินทางไปมีของเหล่านี้ขายหรือไม่ การทำ Packing list ในครั้งนี้ผมใช้เวลาแทบจะทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว ตรวจเช็คกันหลายรอบมากเพราะของมีเยอะมาก และทุกอย่างก็จำเป็นเกือบทั้งหมด แต่ถ้ามองในแง่ของค่าขนส่งและความคล่องตัวในการเดินทางแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือเราต้องคัดเลือกของที่จำเป็นที่สุดไปในจำนวนที่น้อยที่สุด และอย่าลืมวัดขนาดพร้อมชั่งน้ำหนักของกล่อง/อุปกรณ์ทั้งหมดด้วย รวมๆแล้วโดยเฉลี่ย อุปกรณ์ของม้าหนึ่งตัวควรจะไม่เกิน 2-3 กล่อง  (ของยิ่งเยอะก็ยิ่งเป็นภาระในการเดินทาง)

การวางแผนและเตรียมตัวก่อนการเดินทางไปต่างประเทศ

นอกจากการเตรียมอุปกรณ์สิ่งของอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น  ม้าก็ต้องมีการเตรียมพร้อมเช่นกัน โดยในวันก่อนการเดินทาง คนเลี้ยงต้องค่อยๆลดอาหารของม้าที่กินในแต่ละมื้อไปจนถึงงดกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อนการเดินทางไกล เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพของม้า โดยเราจะให้กินแต่หญ้า และให้น้ำกับเกลือแร่เพิ่มมากขึ้น 


และแล้ว ประสบการณ์จากการทำงานเป็น Groom ของผม ก็ได้เดินทางมาถึงนาทีสำคัญ หลังจากที่ทีมนักกีฬาไทยได้เก็บตัวฝึกซ้อมฝึกฝนเข้มเป็นเวลากว่า 1 เดือน พวกเราทุกคน ตั้งแต่ม้ากีฬา 15 ตัว นักกีฬา 15 คน คนเลี้ยงม้าอีก 15 คน รวมถึงผู้จัดการทีมและโค้ช ก็พร้อมที่จะเดินทางไปแข่งขันที่เมืองจาการ์ต้า ประเทศอินโดนีเซีย โดยต่างก็มีจุดประสงค์แน่วแน่ที่จะนำเหรียญทองกลับมาให้พี่น้องชาวไทยได้ชื่นชม 

ทีมงานสมาคมฯได้วางแผนการเดินทางไว้ล่วงหน้า โดยมีกำหนดการให้คนเลี้ยงม้าทั้งหมดบินไปประเทศอินโดนีเซียในเวลาเที่ยง ของวันที่ 8 ตุลาคม 2011 เพื่อเตรียมความพร้อมและความเรียบร้อยของคอกม้าก่อนที่ม้าและนักกีฬาจะมาถึง โดยม้าทั้งหมดจะเดินทางมาถึงในเช้าของวันที่ 9 ส่วนนักกีฬาจะบินตามมาทีหลัง (ก่อนหน้านี้ นักกีฬาทั้งหมดเป็นคนนำม้าขึ้นรถ และไปส่งที่สนามบิน เอาจริงๆในตอนนั้นคนเลี้ยงม้าทุกคนก็ห่วงอยู่บ้าง เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะต้องเดินทางไปต่างประเทศและต้องห่างจากม้าไปเกือบ 24 ชั่วโมง) 


เที่ยงวันถึงเที่ยงคืนที่คนเลี้ยงม้าทั้ง 15 คนใช้ชีวิตอยู่บนท้องฟ้าและท้องถนน ในที่สุด เราก็ได้มาถึงสนามแข่งขันหลักที่ Arthayasa Stable อย่างแรกที่พวกเราทำ คือการเข้าไปดูความเรียบร้อยของคอกม้าว่าต้องมีการเตรียมพร้อมอะไรเพิ่มอีกบ้าง ซึ่งตอนนั้นทางผู้จัดได้เตรียมขี้เลื่อยไว้ให้บ้างแล้วประมาณคอกละ 5-6 กระสอบ เราก็พออุ่นใจบ้าง (ตอนนั้นยังไม่ได้เปิดดูว่าเป็นขี้เลื่อยยังไง)  หลังจากที่หลับไปได้ 2 ชั่วโมงถ้วน ในตอนเช้า เราก็เดินทางไปรับม้าที่สนามบิน ทุกอย่างเรียบร้อยดี คราวนี้ ในระหว่างทางที่เดินทางกลับคอก ขบวนรถม้าของเรามีรถตำรวจนำมาตลอดทาง (แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก เพราะการจราจรที่นี่น่ากลัวมากทั้งรถติดแล้วถนนก็แคบมากด้วย) พอม้ามาถึงที่คอก พวกเราก็นำม้าเข้าคอกพร้อมปูขี้เลื่อย พอแกะถุงกระสอบมาเท่านั้นแหละทุกคนถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย เพราะมันแทบจะเรียกว่าขี้เลื่อยไม่ได้เลย ต้องเรียกว่าฝุ่นจะง่ายกว่า 



 

ประสบการณ์ใหม่ที่อินโดฯ

ตลอดระยะเวลา 1 อาทิตย์ที่พวกเราเหล่า Groom ใช้ชีวิตอยู่ที่อินโดนีเซีย พวกเราต่างก็ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆที่ตื่นเต้นแทบจะทุกวัน  เริ่มตั้งแต่การฝึกความอึดและความอดทนจากการเดินทางไปกลับระหว่างที่พักคนเลี้ยงมายังคอกม้า นอกจากที่คนเลี้ยงมาต้องถึงคอกม้าตั้งแต่เช้าตรู่ (ประมาณตี 5) เพื่อเตรียมข้าวมื้อแรกของวันให้ม้า กว่าจะได้กลับที่พักอีกทีก็ทุ่มกว่าๆหลังม้ากินข้าวมื้อเย็นเสร็จ พวกเรายังต้องเดินไปกลับรวมแล้วเกือบ 2 กิโลเมตรต่อวัน เรียกว่าฟิตแอนด์เฟิร์มกันเลยทีเดียว  หรือว่าจะเป็นวันแรกๆก่อนการแข่งขันที่มีพายุเข้า ทำให้ฝนตกหนักแทบจะทุกวัน บางทีก็ตกทั้งวันไม่มีหยุด บางวันถึงขั้นน้ำท่วมเข้าคอกม้า! บรรดาคนเลี้ยงม้าก็แทบจะไม่ได้พักกันเลยทีเดียว เพราะต้องคอยขุดลอกทางน้ำถมดินหรือทำทุกวิถีทางไม่ให้น้ำเข้าคอกหรือให้ขังในคอกให้น้อยที่สุด นอกจากนี้ยังมีเรื่องประสบการณ์ใหม่กับเจ้า Bedding ลังกระดาษ เพราะก่อนหน้านี้ม้าของเราบางตัวแสดงอาการแพ้ Bedding ขี้เลื่อย ทั้งตาแดงบ้าง ผื่นขึ้นบ้าง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนใหม่หมด 



สุดท้าย คือเรื่องการ Trot Up ม้าก่อนขี่/แข่งทุกเช้าเพื่อเช็คความพร้อม ซึ่งก็มีความสำคัญอย่างมากอีกเช่นกัน ไม่เพียงแค่กีฬา Eventing ที่จะต้องมีการทร๊อทม้า แต่จริงๆแล้ว Dressage และ Jumping ก็ควรทำด้วยเช่นกัน หลายๆคนอาจจะมองข้ามความสำคัญของการ Trot Upไปนะครับ แต่สำหรับ Eventer จะรู้ดีว่า มันเทียบได้กับการไม่ได้รับเสียงโหวตแล้วต้องลากกระเป๋าตกรอบไปเลย  ม้าแต่ละตัวมักจะมีจังหวะวิ่งที่แตกต่างกันและแต่ละตัวต้องใช้เทคนิคที่แตกต่างกันไป เพราะเราไม่อยากให้กรรมการตั้งข้อสงสัยในครั้งแรกที่เขาเห็นม้าของเรา Trot Up  การฝึก Trot Up นั้นก็เหมือนกับการขี่ม้าหรือถักเปียนั่นแหละครับ เราต้องมีการหมั่นฝึกฝนอย่างมีขั้นตอน ต้องใช้ทักษะ และให้เวลากับมัน เพื่อจะได้รู้จังหวะที่เหมาะสมและเพื่อให้รู้ว่าวิธีไหนที่เราจะสามารถ present การวิ่งของม้าให้ได้อย่างดีที่สุด 

แข่งขันเสร็จ เตรียมตัวกลับ

หลังจากที่แข่งขันชิงชัยได้เหรียญมาเรียบร้อย  ก็ได้เวลาเก็บของกลับบ้านอีกครั้ง ซึ่งรอบนี้ก็จะไม่ต่างอะไรกับขามา เพราะเราต้องแพ็คของทุกอย่างให้อยู่ในที่เดิม และต้องมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด เพราะที่ศุลกากรขาเข้าจะมีการตรวจเช็คอย่างเข้มงวด (ยิ่งกว่าตอนขาออกจากประเทศอีก) ก่อนเดินทางกลับในคราวนี้ต่างจากขามาตรงที่ คนเลี้ยงม้าจะเป็นคนนำม้าไปส่งขึ้นเครื่องเอง ในตอนนั้นเราต้องทำเวลาอย่างมาก เพราะเราออกจากที่คอกล่าช้ากว่ากำหนดถึง 2 ชั่วโมง พวกเราเริ่มนำม้าขึ้นรถ บทบางตัวจะง่ายก็ง่าย บางตัวจะไม่ขึ้นก็ไม่ขึ้นเลย แทบจะต้องใช้ทุกวิธีที่มีอยู่ในตำรามาใช้กัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วม้าพี่ไทยเราจะชอบสบาย คือชอบให้ “อุ้ม” ขึ้นรถ!! เบ็ดเสร็จแล้ว พวกเราใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆกับม้าทั้ง 15 ตัว เมื่อเดินทางไปถึงสนามบิน พวกเราทุกคนก็ต้องเร่งมือในการนำม้าเข้ากล่องเพื่อเตรียมขึ้นเครื่องบิน เพราะถ้ามีม้าตัวนึงช้า ตัวหลังๆก็จะต้องยืนบนรถนานขึ้น หลายคนก็พอรู้เทคนิควิธีของการโหลดม้าแต่ละตัวกันแล้วจึงใช้เวลาไม่มากนัก (ครั้งนั้นเราเอาม้าลงจากรถทีละคู่ เพื่อเป็นการตัดปัญหาม้าตื่น และพาเดินไปเดินมาในบริเวณสนามบิน) และในที่สุด ม้าทั้ง 15 ตัวก็อยู่ในกล่องเตรียมพร้อมที่จะกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ทิ้งท้าย...

2 ปีที่ผ่านมา ผมขอขอบคุณม้าทุกตัวที่ผมเคยได้เลี้ยง พวกเขาได้สอนสิ่งต่างๆมากมายที่เป็นประโยชน์และเป็นประสบการณ์ดีๆที่ผมลืมไม่ลงจริงๆ

ขอขอบคุณโค้ชทุกคน ทั้ง Natalie Blundell, Andrew Hoy, Kim Severson และ Emily Butcher ที่ได้สอนเทคนิคเรื่อง Groom ต่างๆ  ขอบคุณน้าแป้น (คุณแม่ของณีน่า) ที่ได้สอนหลักการความรู้มากมายที่กวางโจว ขอบคุณ แม่ พ่อ พี่ๆ หมอ และสุดท้ายพี่ๆ Groom ทุกคนที่คอยอยู่ช่วยเหลือกันตลอดเวลาจนทีมไทยได้เหรียญกลับมาครับ

*****

Related Articles:

Sunday, December 18, 2011

Grooming to the MAX (Part 1) : A Grooming Journey


บทความโดย Namchai Jantakad 


เป็นที่รู้ๆกันดีนะครับว่าในโลกของการแข่งขันกีฬาขี่ม้า นอกจากตัวนักกีฬาเองแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับม้าโดยตรงก็คือ คนเลี้ยงม้า หรือที่เราเรียกคุ้นหูกันว่า “Groom” ซึ่งคุณสมบัติที่ดีของ Groom นั้น นอกจากจะต้องรู้ใจนักกีฬาและม้ามากที่สุดแล้ว ยังต้องเป็นคนที่นักกีฬาสามารถให้ความไว้วางใจได้มากที่สุดด้วย เพราะในความเป็นจริงนั้น Groom จะใช้เวลาคลุกคลีอยู่กับม้ามากกว่านักกีฬาเสียอีก อาจพูดได้ว่าเป็นบุคคล “เบื้องหลังความสำเร็จ” ของม้าและนักกีฬาคู่นั้นเลยทีเดียว

ประสบการณ์เลี้ยงม้าของผมเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อปี 2010 หลังจากที่ขี่ม้ามาตลอดสิบกว่าปี ก็ถึงคราวที่ต้องตัดสินใจมาอยู่เบื้องหลัง เหตุเพราะเมื่อกลางปีนั้น น้องชายของผม “แมทธิว” คัดตัวติดทีมชาติไทยเป็นครั้งแรกและต้องเตรียมตัวเข้าแข่งขัน GUANGZHOU ASIAN GAMES 2010 ในตอนสิ้นปี ดังนั้นผมจึงพร้อมรับภารกิจหลักที่สำคัญอย่างมาก คือการฝึกหัดเพื่อเป็น Groom อย่างจริงจัง


สิ่งแรกที่ผมตัดสินใจทำ คือการไปฝึกหนักเพื่อเป็น Groom ที่ต่างประเทศ ผมได้เดินทางไป Australia และเจอกับ Natalie Blundell โค้ชของผม  ผมเริ่มงานเป็น Groom ให้กับ Nat ทันที แรกๆสิ่งที่ผมมีติดตัวไปตอนนั้นมีเพียงแค่ความรู้พื้นฐานที่นักกีฬาทุกคนรู้อยู่แล้ว เช่นว่าจะต้องแปรงม้ายังไง อุปกรณ์ไหนเรียกว่าอะไร ใส่ยังไง แต่พอได้ทำหน้าที่ Groom จริงๆ กลับกลายเป็นว่าผมต้องเรียนรู้วิธีการใหม่ทั้งหมด!  

ตลอดระยะเวลา 4 เดือน (June - September) ที่ทำหน้าที่ Groom ใน Australia ผมมีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบม้าทั้งหมด 12 ตัว (ตอนแรกๆคิดกับตัวเองว่าจะไหวเหรอ?) แล้วไม่ใช่แค่เลี้ยงม้าเท่านั้น Groom ที่เมืองนอกจำเป็นต้องขี่ม้าเป็นด้วย ซึ่งก็ทำให้ผมรู้สึกสนุกขึ้นมาได้บ้าง เพราะผมได้ขี่ม้าด้วย วันละประมาณ 3-5 ตัว  ส่วนเรื่องการทำคอกนั้น ดีที่ที่นั่นม้าส่วนใหญ่จะถูกเลี้ยงไว้ใน Paddock จึงช่วยแบ่งเบาภาระในเรื่องการทำคอกไปได้เยอะ แต่ก็ยังมีความยากอยู่ตรงที่การจับม้าแต่ละตัวมาแปรงขนนี่แหละ เพราะพื้นที่ Paddock แต่ละแปลงกว้างใหญ่มาก อีกทั้งม้าแต่ละตัวก็จะมีผ้าคลุม (Rug) ยิ่งถ้าเป็นหน้าหนาว ม้าแต่ละตัวก็จะมีผ้าห่มหนา 2 ชั้นเป็นอย่างต่ำ กว่าจะจับได้และถอดผ้าคลุมก็เล่นเอาเหนื่อยกันเลยทีเดียว นอกจากการเลี้ยงม้า ดูแลม้า และขี่ม้าแล้ว ผมยังได้เรียนรู้ว่าวิธีการดูแลม้าแต่ละตัวจะแตกต่างกันไปตามลักษณะนิสัยของม้าตัวนั้นๆ (เหมือนกับคนเราที่ต้องการดูแลเอาใจใส่ต่างกัน) ความรู้และประสบการณ์ที่ผมเก็บเล็กผสมน้อยจากการที่ได้ดูแลม้าทั้ง 12 ตัวนั้น มันเป็นอะไรที่น่าประทับใจและลืมไม่ลงจริงๆ

สำหรับในแต่ละวัน หลักการและวิธีดูแลม้าของแต่ละคอก/สโมสรอาจจะมีระบบที่แตกต่างกันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ Routine หลักๆมักจะเริ่มจากการทอดข้าวให้ม้า (ศัพท์ทหารเรียกว่าทอดข้าว ซึ่งภาษาชาวบ้านอย่างเราๆก็คือการให้ข้าวม้า) เตรียมคอก เก็บคอกให้เรียบร้อย ทำ Bedding (ม้าแต่ละตัวจะชอบ Bedding ไม่เหมือนกัน ซึ่ง Bedding มีอยู่หลายประเภทเช่น ฟาง, แกลบ, ขี้เลื่อย แม้กระทั่งลังกระดาษ--จากประสบการณ์ล่าสุดที่ซีเกมส์ในอินโดนีเซีย) เมื่อทำคอกเสร็จสะอาดเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลานำม้ามาแปรงทำความสะอาด แปรงขน แคะกีบ นำม้าไปจูงเดินหรือปล่อยแปลงเพื่อให้ม้าได้คลายเส้น (ในกรณีที่ม้าไม่ได้ถูกขี่ในตอนเช้า) หลังจากนั้นก็จะเป็นการให้ข้าวให้หญ้าในมื้อเที่ยงและมื้อเย็น ม้าบางตัวอาจจะมีมื้อบ่ายหรือมื้อดึกด้วย และถ้าว่างก็ต้องเอาอาน บังเหียนมาขัดให้พร้อมใช้งานได้ในวันต่อไป เท่านี้ก็เป็นอันจบงาน 1 วันแล้ว (ฟังดูสบาย แต่ไม่ง่ายและใช้เวลาและความชำนาญนะครับ ส่วนความสนุกมันอยู่หลังจากนี้)



 

การ Groom ม้าในช่วงระยะเวลา 1 เดือนก่อนแข่งไปจนถึงแข่งเสร็จเป็นสิ่งที่ยุ่งยากและจำเป็นต้องเตรียมการให้ถี่ถ้วน ควรมีการดูแลม้าอย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าม้าไม่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บไข้ได้ป่วยในช่วงเวลาเหล่านี้ แทบจะเรียกได้ว่า “ยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม” เพราะถ้าหากม้ามีอาการไม่ปกติแม้เพียงนิดเดียว ทั้งคนเลี้ยงและนักกีฬาก็จะพากันวิตกจริต กินไม่ได้นอนไม่หลับกันไปตามๆกัน ซึ่งเป็นผลในแง่ลบต่อสภาพจิตใจของนักกีฬาในการแข่งขันได้ เพราะฉะนั้น หลักสำคัญอย่างแรกสุดคือ การจัดเตรียม Packing List  ล่วงหน้าก่อนการแข่งขันอย่างน้อย 1 เดือน Groom ที่ดีจำเป็นต้องทำลิสต์รายการของใช้ อุปกรณ์ และสิ่งของสำคัญอื่นๆที่จะนำไปแข่ง และต้องเช็คว่ามีของขาดเหลืออย่างไรบ้าง หลักง่ายๆมีดังนี้

1.  ทำ Checklist ของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันหรือระหว่างการแข่งขัน เช่น อาน บังเหียน ผ้าปูหลัง ที่แคะกีบ อุปกรณ์เครื่องม้าเสริม/สำรอง พาสปอร์ต ประวัติการฉีดวัคซีน รวมไปถึงอุปกรณ์ปฐมพยาบาลม้าและคน  (ยิ่งใช้เวลาคิดมากเท่าไรยิ่งดี หากต้องเดินทางออกนอกสถานที่เป็นเวลานานหลายวัน ยิ่งต้องนั่งนึกนั่งเช็คหลายรอบหน่อย) อย่าลืมตรวจสอบความแข็งแรงของอุปกรณ์ที่จะเอาไปด้วย

2. คำนวณปริมาณอาหาร หญ้า วิตามิน อาหารเสริม ว่าต้องนำไปมากน้อยเพียงใด โดยส่วนใหญ่ควรจะเอาไปเผื่อเล็กน้อย (ใช้หลักเหลือดีกว่าขาด)

3. เช็คความพร้อมและสภาพร่างกายของม้า เช่น ต้องตอกเกือกเมื่อไร ทำฟันเมื่อไร ทำวัคซีนอะไรบ้าง

4. ตรวจเช็คสภาพพาหนะ รถ Truck รถลาก รวมถึงเส้นทางการเดินทางให้พร้อม


นอกเหนือจากการจัดเตรียมการข้างต้น หรือ Routine ปกติที่ต้องทำอยู่แล้ว ในภาวะที่นักกีฬามีความกดดันสูงจากการแข่งขัน  Groom อาจต้องทำหน้าที่บางอย่างแทนนักกีฬาเพื่อไม่ให้นักกีฬาเกิดความเครียดเพิ่มขึ้น หรือเพื่อให้นักกีฬาคลายความกังวล เช่น Groom อาจจะต้องมีการถักเปียแผงคอม้าสำหรับการแข่งขัน Dressage หรือทำการ Trot Up แทนนักกีฬาด้วย 

น้องๆบางคนอาจจะเคยลองถักเปียกันมาบ้างแล้ว แต่อาจจะไม่พอใจหรือคิดว่าเปียที่ถักนั้นไม่สวย  ผมต้องขอบอกว่า ของอย่างนี้ต้องอาศัยที่ประสบการณ์และชั่วโมงบินครับ เหมือนๆกับการขี่ม้านั่นแหละ  ยิ่งใครถักบ่อยเท่าไรก็ยิ่งเป็นการฝึกฝนทักษะไปในตัว เพราะฉะนั้น สู้ต่อไปนะครับ! (ฮ่าๆ) 

ในการแข่งขัน Cross Country ก็ต้องอาศัยประสบการณ์และลงรายละเอียดไม่แพ้เรื่องอื่น เช่น เวลาปกติ Groom จะต้องทำการประคบขาม้าหลังจาก Cool Down เสร็จ ถ้าหากม้าไม่ได้เหนื่อยหรือเจ็บมากก็สามารถประคบเพียง 20 นาที แต่ถ้าอาการหนักหน่อยก็ควรจะประคบ 1 ยก (ใน 1 ยก คือ ประคบ 20 พัก 30 ประคบ 20) และบางตัวอาจจะต้องแช่กีบด้วยซึ่งก็แล้วแต่อาการของม้าตัวนั้นๆ ซึ่งม้าบางตัวอาจถึงขั้นต้องประคบขากันจนวินาทีสุดท้ายแล้วก็ออกไป Trot Up เลยด้วยซ้ำ ส่วนในช่วงกลางคืนเราอาจจะพอกโคลนที่ขาของม้าเพื่อช่วยรักษาเส้นเอ็นที่ใช้งานมาอย่างหนัก หรืออาจมีการประคบหลังด้วยถุงน้ำร้อนก็ดีหรือลูกประคบก็ดี เพื่อให้กล้ามเนื้อที่หลังม้าคลาย และเพื่อให้ม้าพร้อมทำงานแบบเต็มร้อยในการแข่งขันวันรุ่งขึ้น

จากประสบการณ์ตรงของผม ผมคงพูดได้เต็มปากว่าการเลี้ยงม้าไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่จะเอาใครก็ได้มาเลี้ยงม้า การเลี้ยงม้าที่ดีและถูกวิธีนั้น นอกจากจะต้องมีใจรักและเอาใจใส่ม้าแล้ว คนเลี้ยงม้าต้องเข้าใจและมีประสบการณ์ความชำนาญหลายอย่างที่เป็นรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ที่สำคัญคนๆนั้นต้องเป็นคนที่เราสามารถไว้เนื้อเชื่อใจได้เป็นอย่างมาก เพราะเราต้อง “ฝากชีวิตม้าของเรา” ไว้กับคนๆนั้น ส่วนคนๆนั้นก็ต้องเข้าใจหน้าที่และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพราะม้าเป็นสิ่งมีชีวิต เขามีจิตใจแบบคนเราเหมือนกัน.....

สัปดาห์หน้า ผม ในฐานะ Groom ของทีมไทย จะมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์และอุปสรรคต่างๆที่เกิดขึ้นที่ซีเกมส์ ประเทศอินโดนีเซียครับ



Thursday, December 1, 2011

Quzandria Nur from Malaysia got the new Grand Prix Horse

มีข่าวล่าสุดมาว่า Quzandria Nur นักกีฬาขี่ม้า Dressage ชาวมาเลเซีย ซึ่งคว้า 1 เหรียญเงินประเภทบุคคล และ 1 เหรียญทองแดงจากเอเชียนเกมส์ที่เมืองกวางโจวในปี 2010 ได้ซื้อม้าตัวใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนักกีฬาชาวดัทช์ Leida Collins-Strijk  โดยเจ้าม้า On Top (JetSet D x Pericles, KWPN Gelding, Oldenburg 1996) ตัวนี้มีดีกรีระดับ Grand Prix และเพิ่งคว้าอันดับที่ 2 จากการแข่งขัน Grand Prix Special รายการ CDI4* Oldenburg ที่เยอรมนีมาหมาดๆ

Quzandria จะเก็บตัวอยู่ที่คอกของ Anky van Grunsven เพื่อเตรียมตัวฝึกซ้อมในระดับ Grand Prix ต่อไป

Leida Collins-Strijk and On Top © Julia Rau

 

Sunday, November 13, 2011

BUILD UP THE HEAT -- GO THAI EVENTING!!!!


Build up the HEAT!!!

We bring you the Video programme from Horse Riding TV which are mostly about Thai Eventing!  Come watch the recap of Thai Eventing Team in 2010 Guangzhou Asian Games. 

More in TEFTHAILAND Youtube Here
GO THAI EVENTING!!!! :)








 

Saturday, November 12, 2011

"องค์หญิง" สนพระทัยกีฬาขี่ม้า เตรียมพร้อมสู้ศึกเอเชียนเกมส์


เมื่อวันที่ 11 พ.ย. พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ทรงเสด็จเยี่ยมให้กำลังใจทัพนักกีฬาไทยถึงหมู่บ้านนักกีฬา ณ เมืองปาเลมบัง พร้อมตรัสกับสื่อมวลชนทั้งสถานีโทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ที่ไปทำข่าวการแข่งขันครั้งนี้ว่าอยากจะกลับมารับใช้ทีมชาติอีกครั้งใน อินชอน เอเชียนเกมส์ ที่เกาหลีในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยทรงสนพระทัยกีฬาแบดมินตันและกีฬาขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง ซึ่งระหว่างที่ทรงไปศึกษาเรียนด้านดีไซเนอร์ที่ฝรั่งเศส ได้ทรงทำการฝึกซ้อมขี่ม้าอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังทรงตรัสว่าอยากจะออกแบบเครื่องแบบของนักกีฬาขี่ม้าอีกด้วย (source)


ดูคลิปวีดีโอ สัมภาษณ์ "องค์หญิง"

 

Friday, November 4, 2011

THAILAND EVENTING - GO FOR GOLD

Thailand Eventing Team for SEA Games 2011. © 2011 www.horsemovethailand.com


"กีฬาอีเวนท์ติ้งของไทย.....ไม่เป็นรองใครในภูมิภาค"

ประโยคนี้อาจจะฟังแล้วคุ้นๆหู เพราะผมเคยเขียนบทความไว้ใน blog นี้ครั้งหนึ่งเพื่อรำลึกถึงนักกีฬาอีเวนท์ติ้งไทยตั้งแต่ยุคเริ่มต้น จนถึงนักกีฬารุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ 

หากจะใช้ประโยคอื่นใดก็คงไม่เหมาะสมเท่ากับประโยคนี้ เพราะพี่ไทยของเรา 'เก๋า' จริงๆ

ทำไม? อย่างไร?? 

ที่ว่าเก๋าก็เพราะว่า ตลอดระยะเวลาที่นักกีฬาอีเวนท์ติ้งไทยได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับภูมิภาคอย่างซีเกมส์ และเอเชียนเกมส์มา นักกีฬาไทยถือเป็นเจ้าเหรียญทองตัวยง โดยทีมไทยคว้าเหรียญทองมาได้ถึง 5 เหรียญทองจากการชิงชัย 6 เหรียญทองในซีเกมส์ทั้ง 3 ครั้ง* ส่วนในเอเชียนเกมส์ ทีมไทยคว้าอีก 2 เหรียญทองจากการแข่งขันทั้งหมด 4 ครั้ง** (ซึ่งยังไม่นับรวมอีก 2 เหรียญเงินและ 1 เหรียญทองแดง)

Did you know?:
*การแข่งขันกีฬาอีเวนท์ติ้งในซีเกมส์เริ่มต้นขึ้นในปี 1995 ในประเทศไทยที่จ.เชียงใหม่ (ปีที่นักกีฬาไทยหลายคนได้แจ้งเกิดในวงการขี่ม้าไทย) ต่อด้วยปี 2001 ที่มาเลเซีย และล่าสุดปี 2007 ที่เมืองพัทยา 
**ส่วนการแข่งขันอีเวนท์ติ้งในเอเชียนเกมส์ เริ่มต้นในปี 1998 ที่กรุงเทพฯ ตามมาด้วยปี 2001 ที่ปูซานประเทศเกาหลี, ปี 2006 ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ และล่าสุด ปี 2010 ที่เมืองกวางโจวประเทศจีน

จากวันวาน ผ่านมานานเกือบ 20 ปี สมาคมขี่ม้าแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนจากคนกีฬาและนักธุรกิจหลายแขนง ยังคงก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสนับสนุนและพัฒนานักกีฬาขี่ม้าไทยให้มีฝีมือทัดเทียมกับต่างชาติ และเพื่อให้มั่นใจว่า "กีฬาอีเวนท์ติ้งไทย" ยังคงสามารถรักษาระดับและคุณภาพเพื่อ ก้าวเข้าสู่การเป็น "กีฬาเหรียญทอง" ของวงการขี่ม้าไทยอย่างมั่นคง

การแข่งขันซีเกมส์ที่ประเทศอินโดนีเซียในปีนี้ จึงถือเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่ทีมชาติไทยจะได้เข้าแข่งขันประลองฝีมือกับคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน  และ mission ของงานนี้คงหนีไม่พ้น "การป้องกันแชมป์" ที่ทีมชาติอีเวนท์ติ้งชุดล่าสุดทำไว้อย่างยอดเยี่ยมในซีเกมส์ปี 2007!! 

Thailand Eventing Team with Thailand Equestrian Federation, Team Manager and Coach.

งานนี้ผมต้องไปทำงานอยู่แล้ว จึงขอถือโอกาสเชิญชวนพี่น้องชาวไทยที่สนใจ ไปร่วมเชียร์ทีมชาติไทยของเราถึงขอบสนาม! ถือว่าเป็นการหลบหลีกภาวะน้ำท่วมไปด้วยพลางๆครับ!

ส่วนใครที่จะปักหลักชมข่าวอัพเดทอยู่ที่เมืองไทย ก็สามารถร่วมส่งกำลังใจให้นักกีฬาอีเวนท์ติ้งไทยที่จะไปแข่งขันซีเกมส์ได้ (ตารางการแข่งขันซีเกมส์ 2011 อีเวนท์ติ้ง 14-18 พย.) ผ่านทาง HorseMove Thailand Facebook หรือจะส่งตรงไปที่นักกีฬาที่คุณชื่นชอบโดยคลิกลิงค์ด้านล่างนี้เลยครับ

จากรูป เรียงลำดับจากขวาไปซ้าย

 




 Thai Equestrian Medalists - Eventing (1994 - 2007)
Update on November 2009 via Thailand Equestrian Federation

2 Golds & 1 Silver for Thailand!! - 1 Gold for Team, 1 Gold Individual (Nina Ligon) and 1 Silver Individual (Visarut Tangpan) Photo Album via Nina Ligon

At Guangzhou Asian Games 2010 - 1 Silver medal for the Thai Team. Photo Album via Tent Pakin Chamswad

Related Links:

เบื้องหลังความสำเร็จ Guangzhou Asian Games 2010

กีฬาอีเวนท์ติ้งของไทย.....ไม่เป็นรองใครในภูมิภาค // EVENTING IN THAILAND


Wednesday, April 20, 2011

กีฬาอีเวนท์ติ้งของไทย.....ไม่เป็นรองใครในภูมิภาค // EVENTING IN THAILAND



หลายๆคนในวงการขี่ม้า คงรู้ว่ากีฬาอีเวนท์ติ้งของไทยไม่เป็นรองใครในภูมิภาค


จุดกําเนิดของกีฬาอีเวนท์ติ้งในประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อกว่ายี่สิบปีมาแล้ว โดยนักกีฬาขี่ม้าอีเวนท์ติ้งทีมชาติไทยเคยทําชื่อเสียงในการแข่งขันอีเวนท์ติ้งระดับนานาชาติมาแล้วหลายครั้ง เริ่มต้นจากนพ.ต่อศักด์ิ ทิพย์ไพโรจน์ ที่คว้าเหรียญทองอีเวนท์ติ้ง เหรียญแรกของไทยจากซีเกมส์ปีพ.ศ.2538 ที่จังหวัดเชียงใหม่

Thursday, December 16, 2010

เบื้องหลังความสำเร็จ Guangzhou Asian Games 2010


จากการที่ประเทศไทยส่งทีมนักกีฬาอีเวนท์ติ้ง จำนวน 5คนไปร่วมแข่งขันในGuangzhou Asian Games 2010 และประสบความสำเร็จกลับมา ด้วยผลงาน 1 เหรียญเงินประเภททีม ทำให้วงการขี่ม้าไทยสามารถรักษาระดับผลงานในระดับนานาชาติไว้ได้อีกครั้งหนึ่ง ต้องขอชื่นชมความมุมานะ ตั้งใจ และอดทนให้แก่นักกีฬาทีมชาติทุกคนครับ

แต่ความสำเร็จเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าขาดบุคคลอีกกลุ่มนึงไป นั้นคือทีมงานเบื้องหลังทั้งหลาย การจะทำงานในระดับนานาชาติจำเป็นต้องมีการเตรียมการหลายอย่างเป็นปีๆ นอกจากกำลังกาย กำลังใจ ที่ต้องเสียสละ ยังต้องมีปัจจัยเงินและการสนับสนุนต่างๆมากมาย

"ทีมงานเบื้องหลัง" คือผู้ที่เสียสละอย่างมากที่ควรได้รับการยกย่อง